Donruethai さんのプロフィールSt☆r[D]uCK:+:フォトブログリスト ツール ヘルプ
9月24日

FORGIVE

 
จิตใจผูกพยาบาท ไม่เคยลดทิฐิ มีแต่ความแค้น และไม่รู้จักให้อภัย
ฉันคิดว่ามันก็เปรียบเสมือนกับบ้านที่เราอยู่อาศัย
 
ความแค้น ก็เหมือนกับขยะ ที่วางรกอยู่ในบ้าน
หากเราไม่กำจัดมันทิ้ง บ้านของเราก็จะไม่น่าอยู่ อยู่ไปก็ไม่มีความสุข
แถมขยะยังส่งกลิ่นเหม็นรบกวนจิตใจ เผลอๆ ทิ้งไว้นานๆ ย่อยสลายกลายเป็นสารเคมี
ระเหยกลายเป็นพิษทำให้เราเสียสุขภาพ
 
มาถึงตอนนี้ อาจจะคิดว่า แล้วจะเก็บขยะไว้ทำไม?
ในกรณีที่เราไม่ใช่คนเก็บขยะขาย เราเป็นคนธรรมดาทั่วไป
ขยะ มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรกับเรา เหมือนความแค้น เก็บไว้แล้วมันได้อะไร
เก็บไว้แล้วทำให้บ้านเราสะอาดน่าอยู่ขึ้นมั้ย?
เก็บไว้แล้วทำให้คนที่เราแค้น เค้ารู้สึกเป็นทุกข์บ้างขึ้นรึเปล่า?
ไม่ใช่ตัวเราเองหรอกหรือ ที่ต้องรู้สึกแย่กับสิ่งที่เราเก็บเอาไว้เอง
 
คนหลายคน รักความสะอาด อยากอยู่ในที่ๆ สะอาด มีแต่คนดีๆ
ได้รับการกระทำดีๆ จากคนรอบข้าง ได้รับการให้เกียรติจากคนภายนอก
แต่จิตใจของเค้า กลับเต็มไปด้วยความพยาบาท ความอคติ
 
ถ้าเขาลองละวางความแค้นเคือง คิดเพียงแต่ว่า "ไม่เป็นไร" "ให้อภัย"
มันเป็นการชะล้างความทุกข์ง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ เพียงแค่คิดดี และทำให้ได้
ง่ายเหมือนคุณแค่ง้างปลายเท้าเตะขยะออกไปไกลๆ
แค่เนี้ย คุณก็สร้างความสุขง่ายๆ ให้กะตัวคุณเองอีกอย่างนึงแล้วล่ะ
 
ลองดูนะ
ด้วยความปรารถนาดี
9月16日

ร้าง

ปล่อยร้างงงซะ
6月5日

ปวดหัว

 
คงไม่มีใครเข้าใจฉัน เท่ากับตัวฉันเอง
ไม่รู้จะไประบายกับใครแล้ว ...
 
เธอหายไปอีกแล้ว เธอเคยสัญญาไว้ว่าเธอจะไม่หายไปแบบนี้อีก
เธอรู้มั้ยว่า การเงียบหายไปของเธอ ทำให้ผู้หญิงคนนี้เป็นทุกข์เอามากๆ
ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ส่วนไหนของกระบี่ ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร สบายดีรึเปล่า
ฉันขอโทษ วันนี้ฉันตั้งใจทำงานมาก ไม่อยากให้อาการป่วยทำให้ฉันทำงานได้ไม่ดี
ฉันเลยไม่ได้นั่งเฝ้าโทรศัพท์ เลยไม่ได้รับสายเธอหลายอัน แต่สุดท้ายเราก็ได้คุยกัน
เธอมีเรื่องทุกข์ใจ ฉันช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่ปลอบใจ ฉันอยากไปอยู่ใกล้ๆ เธอ
 
ตั้งแต่ 4 โมง ครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน แล้วเธอก็หายไป ฉันไม่รู้ว่าเธอทำอะไรอยู่
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนฉันเลิกงาน จนฉํนกลับบ้าน ฉันโทรหาเทอ แต่เทอก็ไม่รับ
ฉันพยายามคิดว่าเธอคงหลับ เธอคงกินข้าว เธอคงอาบน้ำ เธอคงงานยุ่ง เธอคงลืมเปิดเสียง
เธอเลยไม่ได้ยินที่ชั้นโทรหาหรือส่งข้อความหา .. เธอคงออกกำลังกาย วิ่งอยู่ หรือยังไง ฉันไม่รู้
 
ฉันคิดถึงเธอมาก และเป็นห่วงเธอมากๆ
ฉันไม่รู้ว่าเธอพกยาไปด้วยรึเปล่า เวลาเธอปวดท้อง เธอจะมียากินมั้ย
 
อยากนั่งเครื่องบินไปหาเธอที่กระบี่มาก อยากไปดูแลเธอ อยากเห็นใบหน้าเธอ
อยากรับรู้ว่าเธอสบายดี และปลอดภัย .. เธออย่าเป็นอะไรนะ
ถ้าฉันไม่มีเธอ ฉันจะอยู่ยังไง
ที่รัก เธออย่าหายไปแบบนี้ ติดต่อกลับมาได้โปรด ก่อนที่ฉันจะเครียดจนลามไปที่อวัยวะอื่น
เธอคงไม่ชอบใช่มั้ย
 
ระบายไปแล้ว ไม่เห็นจะรู้สึกดีขึ้นเลย เศร้ากว่าเดิม น้ำตาก็ไหล
ความรัก มันทำให้เป็นทุกข์เสมอเลยหรอวะ
รักมากไปก็เป็นทุกข์ รักน้อยไปก็เป็นทุกข์
ปวดหัว
 
5月16日

Sadness

 
13 พ.ค. วันพุธ
วันแรกที่ทำให้คนอย่างฉันได้รู้จักและเข้าใจ สภาวะการรอคอยที่ยาวนาน และทรมานมากที่สุดในชีวิต
โดยปกติแล้วฉันเป็นคนใจร้อน รออะไรไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะพ่อแม่ เพื่อน หรือว่าใคร
ฉันมักจะหัวเสียทุกครั้งที่จะต้องรอ .. และต่อให้ต้องรอ ฉันก็จะหมดความอดทนกะมันไม่ช้าก็เร็วทุกที
 
แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกับครั้งไหนๆ เพราะสิ่งที่ฉันกำลังรอคอย มันไม่ใช่รอความรู้สึก หรือคำบางคำจากใครซักคนเหมือนที่เคย
แต่มันเป็นการรอคอยการกลับมาสู่อ้อมอกของชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาได้เอาชีวิตไปเสี่ยงในที่ๆ ฉันไม่สามารถไปช่วยเหลือเขาได้เลย
 
4 วัน แล้ว ที่เค้าอยู่ห่างจากฉันไปไกล
เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ที่เราเคยห่างกัน อยู่กันคนละเมือง อยู่กันคนละที่
แต่ครั้งนี้ นอกจากจะอยู่ไกลจนสุดชายแดนแล้ว เขายังไปอยู่ในที่ไม่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความเสี่ยง และความพร้อมที่จะหักล้างกันได้
สิ่งเดียวที่ทำให้อุ่นใจ คือ เสียงของเขาที่โทรศัพท์มาหา หรือการส่งข้อความมาทักทายในแต่ละช่วงเวลาต่อวัน
ด้วยวิธีการอันยากลำบาก เพราะเข้าใจว่าที่ๆ เขาไป มันไม่มีสัญญาณ แต่เค้าสัญญาว่าเค้าจะพยายามติดต่อกลับมาเพื่อให้ฉันสบายใจ
 
เหลืออีก 7 วัน ที่ฉันต้องรอ .. บางทีฉันรู้สึกท้อมาก เหมือนกับเช้าวันนี้ที่เค้าหายไปอีกแล้ว
สภาวะแวดล้อมของเขาที่ทำให้ฉันต้องเป็นห่วงมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นรึเปล่าทุกครั้งที่เขาหายไป นานผิดปกติ
ฉันจำได้ว่า เขาเคยสัญญาไว้ ... แต่ทำไม เช้านี้กลับเงียบเหงา
 
เธอลืมไปแล้วรึเปล่าว่ามีคนคนนึงที่ทุ่มเทความรู้สึกทั้งหมดไว้กับการรอคอยเธอในครั้งนี้
ฉันไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว ฉันไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจ
ฉันอยากให้เธอกลับมาไวๆ
 
ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอสบายดี
ฉันไม่อยากคาดหวังว่าเธอจะทำตามสัญญา
ฉันไม่อยากจะคิดว่าเธอเป็นอะไร
 
อย่าหายไปแบบนี้นะ :'(
5月13日

อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

 
รู้จักปัจจุบัน .. รู้จักอดีต ..
 
ไม่แน่ใจว่าได้ยินประโยคเด็ดนี้มาจากไหน แต่วินาทีแรกที่ฟัง รู้สึกว่ามันโดนมากเหลือเกิน
 
มีคนหลายคน ที่มักจะแยกแยะไม่ออก ระหว่างเรื่องราวในอดีตที่ผ่านไปแล้ว กับสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
 
แน่นอน ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอดีต แต่อาจจะพิเศษกว่าผู้หญิงธรรมดาทั่วไปเสียหน่อย ตรงที่ว่าอดีตฉันไม่ค่อยสู้ดีนัก
หลายคนอาจเกิดคำถามว่า เอาอะไรมาตัดสินว่าอดีตของตัวเองดีหรือไม่ดี .. ฉันตัดสินได้ด้วยผลที่เกิดขึ้นของมัน
 
ปัจจุบันในอดีต หรืออดีตของปัจจุบัน เคยมีผู้คนมากมายที่เข้ามาในชีวิตฉัน เพราะตัวฉันที่เค้าเห็นในปัจจุบันนั้น
แต่เมื่อเขาเข้ามาพัวพันในชีวิตฉันมากขึ้นทุกวัน จนรู้จักตัวตนของฉันมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องในอดีตต่างๆ
ไม่ว่าจะมาจากการเปิดเผยตรงไปตรงมาของตัวฉันเอง หรือจากขี้ปากชาวบ้านคนอื่นก็ตาม
แทนที่คนเหล่านี้จะเพิกเฉยให้กับอดีตที่ผ่านพ้นไป พวกเขากลับใส่ใจมัน จนแยกไม่ออกว่ามันคือตัวฉันในอดีตหรือปัจจุบันกันแน่
และสุดท้าย พวกเขาก็แพ้ให้กับความสับสนของตัวเขาเอง และทิ้งฉันคนปัจจุบันนั้นไป ด้วยเหตุผลที่เค้าแคร์อดีต
 
ฉันทำได้แต่ร้องไห้ อยากจะเอ่ยปากถามคนเหล่านั้น ว่า จะต้องให้ฉันทำอย่างไรเค้าถึงจะลืมเรื่องราวในอดีต
และรักฉันในปัจจุบันที่เป็นอยู่ .. อยากจะถามเหลือเกินว่า แล้วตัวพวกคุณไม่มีอดีตเลยหรือไง
ทำไมฉันถึงรับอดีตของพวกคุณได้ แต่คุณเปิดใจรับอดีตของคนอื่นไม่ได้ .. สรุปคุณรู้จักคำว่ารักดีแล้วหรือยัง ก่อนที่จะพูดมันออกมา
อดีตที่เลวร้าย ของคนเราอาจจะต่างกัน คนละประเภทกัน แต่ในเมื่อมันขึ้นชื่อว่าเป็นอดีต ที่ใครสักคนสำนึกผิด และจะไม่กลับไปทำอีก
คุณจะให้โอกาสเขาเริ่มต้นใหม่ไม่ได้เลยหรือไง
 
 
แต่วันนี้ ฉันต้องขอขอบคุณคนในอดีตที่ทำให้ฉันเข้มแข็ง และรู้เท่าทันจิตสามัญของมนุษยชนมากขึ้น
และทำให้ฉันโตมาเป็นผู้ใหญ่ เพื่อที่จะได้รู้จักกับคนที่เค้ารู้จักปัจจุบัน รู้จักอนาคต โดยไม่ต้องไปใส่ใจอดีตอีกต่อไป
 
 
 
 
4月30日

message

 
3 บาท
เงินจำนวนน้อยนิดสำหรับใครหลายๆ คน
แต่มีค่ามาก สำหรับความรู้สึกของคนที่รอ ...
 
บางที มันอาจเป็นเพียงแค่กลุ่มก้อนของตัวอักษรที่มาร้อยเรียงต่อกัน
เป็นวลี เป็นประโยค ที่ไม่ได้สวยหรูอะไรมากมาย
ส่งผ่านไปทางเครือข่ายไร้สาย และมาโผล่อยู่บนหน้าจอของเขา/เธอ
แค่นี้มันก็ทำให้ใครบางคนอมยิ้ม และมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตเพื่อรอใครซักคนได้ทั้งวัน
 
:)
 
ขอบคุณความรู้สึกที่มีให้มา
ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าชีวิตนี้ยังมีค่าสำหรับใคร
หายป่วยเมื่อไหร่ เราคงได้เจอกัน
4月10日

ค่ำคืน

 

ความเหงา"

สิ่งที่สร้างความปวดร้าวให้ฉันมากที่สุดในยามค่ำคืน
ทุกครั้งที่ฉันปิดไฟ ล้มตัวลงนอน มันมักจะคอยโผล่มาในห้วงแห่งจินตนาการ
ขัดขวางชั้นทุกวิถีทางไม่ให้ข่มตาหลับลงได้

ต้นเหตุของความเหงา มันเกิดจากความ "เคยชิน"
ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับบางสิ่งที่ทำให้เรา "มีความสุข" ในทุกๆ วัน
จนเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตนั้น
หรือในบางคน อาจจะถึงขั้นที่ว่า "ขาดมันไม่ได้"

จนกระทั่งกาลเวลาผันเปลี่ยน ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับอนาคตที่อยากจะกฏเกณฑ์
บางสิ่งที่ว่า อาจจะหายไปจากเรา โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

มันอาจจะเกิดขึ้นช้าๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว หรือรวดเร็ว จนเกินจะรับมือ
แต่สุดท้าย ผลของมันคือ "เจ็บ" และ "โหยหา"

แปลกดี บางคนทั้งๆ ที่เจ็บ และรู้ว่าได้มันกลับคืนมา ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ก็ยังพยายามที่จะโหยหามัน .. คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้
เพราะทุกคน "มีความหวัง" ว่าซักวันอะไรมันจะดีขึ้น


แต่สำหรับฉัน .. กาลเวลามันกลับสอนให้ฉันได้รู้ว่า

บางที "ความหวัง" สำหรับฉัน มันอาจมีไว้เพื่อทำลายความรู้สึกที่จะอยู่
ทำลายความสัมพันธ์ที่มี หากรู้ว่าวันหนึ่ง สิ่งที่เราหวัง มันไม่ใช่

ฉันเลยเลือกที่จะ "เคยชิน" กับมัน
ดีกว่าไปตามหาความสุขฉาบฉวยมาคลายเหงา
เพราะอดีตที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันสอนให้ฉันรู้ว่า

"เจ็บแล้วจำ"


ps. ขอให้สนุกกับการหลอกลวง ส่วนฉันขอไปอยู่ในโลกแห่งความจริง ลาก่อน
3月30日

นี่หรือคือชีวิต

 
1 เดือนผ่านไป
นับตั้งแต่เรียนจบ ก้าวเท้าออกจากสังคม(หน้า)กาก
ก็ต้องมาประสบกับปัญหาฮอตฮิตอินเทรนด์ นั่นคือ ปัญหาตกงาน
มันคือสิ่งที่เคยได้ยินกรอกหูมาตลอด "ว่างงาน ตกงาน ไม่มีงานทำ เตะฝุ่น" บลาๆ
ที่ผ่านมาก็ไม่เคยจะสนใจหรอก ก็คิดว่าเฮ่ย กูคงไม่ซวยแบบนั้นหรอก
เลือกงานกันเองรึป่าวเลยไม่มีจะทำ กูจะไม่เป็นแบบนั้นแน่ ก็ว่ากันไป
 
 
มา ณ วันนี้
3 อาทิตย์ผ่านไป เอาเปนว่า นับตั้งแต่วันแรกที่จบเลยละกัน
เขียน resume เสร็จปุ๊บ (ต้องขอบคุณตัวอย่างดีๆ ที่มีผู้ปรารถนาดีเคยให้ไว้ และพี่คนอื่นๆ)
ก็รีบเข้าเว็บไซต์หางาน .. บางคนอาจจะมองว่าช้าไปป่าว ชาวบ้านเค้าหากันตั้งแต่ยังไม่จบ
 
ก็ตอนนั้นคิดว่า เรียนกคือเรียนอะนะ เวลาเรียนอยู่ ก็ไม่อยากจะไปโฟกัสเรื่องอื่นมาก
(นางเอกได้อีก) ตอนนี้ก็เลย ไม่ทันแดกครับพี่น้อง
 
มีงาน JOB FAIR จัดขึ้นที่ศุนย์สิริกิตติ์ ไอ้เราก็ไปกับเค้าด้วย แต่งตัวเต็มยศเลยวันนั้น
ด้วยความที่ไม่เคยไง ไม่รุหรอกว่าเค้าให้ไปทำไร ก็ล่อซะแขนยาว กะโปง รองเท้าหุ้มส้น
ปิดนิ้วตีนและส้นเท้า แต่งหน้า แต่งตัว เป๊ะๆ .. ปากดไปเจอสภาพบูธมากมาย และคนดั่งหนอนดักแด้
สรุป แค่ให้ไปฝาก resume แล้วกูจะฟูลออฟชั่นเพื่อ - -*
 
หลังจากนั้นผ่านไป 1 อาทิตย์ เริ่มมีโทรศัพท์เข้ามา .. สาด วูบแรกดีใจ เฮ่ย มีคนโทตามละ
ที่ไหนได้ ประกัน จะโทรมาหลอกให้ไปสมัครงานซะงั้น ทำมาเปนอ้างตำแหน่งโน่นนี่นั่น
สุดท้ายก็คือให้กูไปลากญาติโยมมาอุดหนุนประกันของมึงนั่นเอง - -*
 
ตอนแรกก็ยังใจดีสู้ชีวิต อาทิตย์ที่ 2 ลองส่ง resume ไปตามเว็บละ ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น
มีแต่ประกันที่ยังขยันหมั่นเพียรและมานะ โทรมาจนจะครบทุกยี่ห้อแล้ว และถามคำถามเดียวกัน
"ไม่ทราบว่าตอนนี้มีงานประจำทำรึยังคะ" ถ้าเผลอตอบไปว่าไม่มีคะ เท่านั้นแหละแกเอ๊ย
เข้าทางเลย "จะเรียกไปสัมภาษณ์ตำแหน่ง บลาๆ" ระดับ หัวๆ ทั้งนั้น เฮ่อ หลอกให้อยาก
แล้วกระชากจิตใจไปด้วยอีกต่างหาก ไม่เซ็งได้ไงวะ พวกแมงสาบเนี่ย
 
จะให้ไปขายประกัน พอก่อน มันไม่ใช่เรื่อง เออ จะว่าเลือกงานก็ได้ แต่ขอเลือกหน่อยเหอะ
มี 2 วัน ว่าจะไปนั่งฝึกงานเล่นที่บริษัท ที่ญาติทำอยู่ ตอนแรกฟังดูเออ น่าจะมีอะไรที่เราพอจะทำได้
อย่างน้อยมันน่าจะวุ่นวาย สนองนี้ดชาวไฮเปอร์อยู่ไม่สุขอย่างเรา ปรากฏว่า มันไม่ใช่อีกอะ
สั่งงานมารึ่ม ยาว แต่ไม่ให้ข้อมูล ไม่มีคนสอนงาน ไม่มีใครสนใจ พนักงานยังมาทำงานไม่ตรงเวลาอีก
ตังค์กูก็ไม่ได้ แต่ใจกูให้แล้วไงตอนนั้น เลยชักกลับมาให้ไวเลย โชคดีหรือโชคช่วยไม่รู้
เพื่อนปริญญาโทที่จุฬา หวังดี ลงชื่อสัมมนาที่จุฬาไว้ให้ มันมี 2 วัน ก็เลยดิสแซพเพียร์ตัวเองหายไป
ไปฟังสัมมนา ก็เลยลาขาดยาวๆ
 
และแล้ว ก็ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน ที่ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด หรือในชื่ออังกฤษที่สุดแสนจะ
โด่งดัง ว่า "Jim thompson" ดูดีนะ ดูดี อยากรู้มั้ยว่า สมัครไปตำแหน่งอะไร WAITRESS คะ
เพราะว่าเหนเงินเดือนแล้ว ได้เยอะกว่าตำแหน่งอื่นๆ ในบริษัทบางที่ด้วยซ้ำ แถมเปนงานสไตล์ที่ชอบอยู่แล้ว
เพราะหรูหราไม่ต่างกะโรงแรมเท่าไหร่ แอบดีใจ ตื่นเต้นโคตร เตรียมท่องภาษาอังกฤษไปเยอะมาก
กะเอาไปตอบตอนสัมภาษณ์เต็มที่
 
แต่เรื่องมันดันมีอยู่ว่า .. ไปถึงปุ๊บ เข้าไปในห้องฝ่าย HR มีโต๊ะสอบวางอยุ่ประมาณ 10 ตัว
เค้าให้กรอกใบสมัคร 3 หน้า ขอเปนอังกฤษล้วน .. อืม โอเค ก็กรอกไป แล้วเผอิญว่า เมนส์ดันจะมา
ปวดท้องเมนอีก ชิกหายละ ตัวงอ แต่ต้องไม่แสดงออก หน้าชั้นต้องเป๊ะ ต้องเบิกบาน และ ยิ้ม
กุกัดฟันทน 3 หน้าเอง เขียนๆ แล้วเรียกๆ ไปคุย กุจะได้กลับไปนอน
 
ปรากฏว่า พอเสดปุ๊บ .. พี่คนเดิม เดินมา ...
น้องครับ นี้เป็นข้อสอบวัดระดับความรู้ มีเวลาให้ทำ 2 ชั่วโมง นะครับ ..
 
สภาพตรงหน้า คือ กระดาษ จำนวนหนึ่ง 2 ปึก กับอีก 2 แผ่น
ปึกแรก ด้านหน้าจั่วด้วยภาษาอังกฤษ จับใจความว่า นี่เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษที่ทางบริษัทไว้ใช้ทดสอบ
คุณสมบัติของผู้มาสมัครงาน !!! เฮ่ย ไรวะ มีงี้ด้วย แล้วรู้มั้ยกี่ข้อ
70 ข้อ !! แม่เจ้า เมื่อเสาที่ผ่านมา กุเพิ่งไป pre test TOEIC ก็แทบจะสิ้นชีวาตายคาห้องแล้ว
นี่อะไรอีกวะเนี่ย น้องๆ เลย กุจะบ้า
 
เมนไม่พอ เครียดลงกระเพาะตามมาสมทบ
จะมั่วก็ไม่กล้ามั่ว กลัวจะแย่หนัก ท้องก็ปวด ภาวนาสาธุ แผ่นสุดท้ายซะทีเหอะ
70 ข้อ หมดไป ยังมีอีกชุด
 
แม่เจ้า 100 ข้อ เก่วกะทัศนคติ
อ่านไปดิ ตาแฉะ
ต่อด้วย ความถนัดอีก 20 ข้อ รูปไหนที่หายไปเอ่ย ซ้อนกันแล้วได้รูปไหนเอ่ย
ต่อด้วยเลขอีก 20 แม่งมาตั้งแต่ ฐานนิยม สัดส่วน เปอร์เซน อะไรก็ไม่รู้
ตบท้ายด้วยอังกฤษให้สะใจเล่นอีก 20 ข้อ
 
ถ้ามีลูกคงแท้ง ถ้าเมนส์มาอยู่คงไหลหมดตัว
ไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นสภาพแบบ เหมือนจูออนสิงสู่อยู่บนโต๊ะสอบ
ปวดท้องด้วย ปวดกบาลด้วย ไม่รู้จะเลือกทรมานตัวเองยังไงแล้ว
 
เอาวะ กามั่วแม่งเลย
ไหนๆ ก็ตั้งใจไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนมาถึงว่า จะมาลองประสบการณ์สัมภาษณ์งาน
เพราะก็คิดไว้ว่า จะไปทำกะแม่ซักปี เค้ากำลังขาดฝ่ายประสานงานลูกค้า
เอาวะ เปนไงเปนกัน
 
ทำเสด นึกว่าจะจบ ใจก็อยากจะ วางข้อสอบแล้ววิ่งออกไปแล้ว แต่กลัวเสื่อมเสียประวัติ
นั่งรออีกแปบ มีคนมาเรียกเข้าห้อง เย้ ได้คุยแล้ว (แอบคิดในใจ)
 
ปรากฏ เข้าไปถามแค่ 10 คำ แถมเปนภาษาไทย
แล้วก็บอกว่า .. สัมภาษณ์เบื้องต้นเสดแล้ว เด่วต้องรอดูคะแนนสอบ ถ้าผ่านจะติดต่อกลับไป
ภายใน 2 อาทิตย์ ให้มาสัมภาณ์รอบสองกับหัวหน้าใหญ่นะคะ ..
 
 
อื่ม ... เตะฝุ่นต่ออีก 2 อาทิตย์
... "แม่ ดาวไปเริ่มงานเลยละกัน วันที่ 1 นี้"
9 พัน ไม่ต้องสอบ ไม่เสียค่ารถ ค่าข้าว เลิกงานเร็ว เจ้านายรักมาก สอนงาน
แอบอู้ เนียน เล่นเกม ลางานไปรับน้อง ทำสีผม ไว้เล็บ แต่งตัวตามใจฉัน
แต่งหน้าตามใจชอบ ..
 
9500 - 12500 ประหนึ่งสอบ โอเน็ต เอเน็ต เอนสะท้าน
พนง เสิร์ฟ หรือ ไฟลท์ แอทเทนเด้น วะเนี่ย
อืม บริษัทเค้าระดับนานาชาติต้องยอมรับ
 
เรามันคงดีไม่พอ
หรือไม่รักดี วะ 5555555555+
 
ปล. หวังว่าที่ระบายไปทั้งหมดนี้ ไม่มีนายจ้าง หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบริษัทมาเห็นด้วยเถิด เพี่ยง
 
1月24日

my Question

 



1 คำถาม ที่ฉันหลีกหนีไม่พ้น
1 คำพูด ที่ฉันเคยพูดกับใครคนหนึ่ง เพื่อให้เค้าพิจารณาตัวฉันใหม่อีกครั้ง



"ถ้ามีคนๆหนึ่งเคยถูกจับเข้าคุกข้อหาฆ่าคนตายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เค้าสำนึกได้ในความสับเพร่า บำเพ็ญประโยชน์
จนในที่สุดเขาได้กลับออกมาสู่สังคมเดิมที่เค้าเคยอยู่


แล้ววันหนึ่ง เค้าเดินเข้ามาในขณะที่คุณกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ที่
ร้านกาแฟในหมู่บ้าน และขอร่วมนั่งสนทนากับคุณไปพลางๆ
เค้าเป็นคนสุภาพ ทัศนคติของเค้ากว้างไกล คุณมองเค้าด้วยความชื่นชม ..
คุณรู้สึกถูกชะตากับเค้า ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก อุปนิสัย
คุณเริ่มสนิทกันมากขึ้น ไปไหนมาไหนด้วยกัน แลกเปลี่ยนความคิด
ประสบการณ์ต่างๆ จนวันนึง "คุณตกหลุมรักคนๆ นั้น"

ทันใดนั้นเอง เจ้าของร้านกาแฟ ผู้เฝ้าสังเกตการณ์มาตลอด
ได้เข้ามาบอกคุณว่า

"ผมขอเตือนคุณไว้ก่อน คนที่คุณคุยอยู่ทุกวัน มันเป็นไอ้ขี้คุกมาก่อน
ข้อหาฆ่าคนตาย คุณไม่กลัวเหรอไง วันดีคืนดีคุณทำอะไรให้มันไม่พอใจ
มันเอามีดปาดคอคุณตายไม่รู้ด้วยนะ"


วูบแรกคุณคงไม่เชื่อ แต่หลังจากนั้น ก็มีคนในหมู่บ้านอื่นๆ ที่รู้เรื่องนี้
เข้ามาให้ข้อมูลคุณอยู่ตลอดเวลา บ้างว่าเค้าฆ่าแฟนเพราะหึงหวงบ้าง
เมาอาละวาด ฆ่าชิงทรัพย์ ฯลฯ สารพัดสารเพข่าวลือล้านแปด
แต่คุณก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเอ่ยปากถามเจ้าตัว

คุณเริ่มคล้อยตามกับคำพูดคนอื่น คุณเริ่มตีตัวออกห่าง
ทั้งๆ ที่ คนที่คุณรัก เค้ายังทำดีกับคุณเหมือนเดิม
เหมือนวันแรกที่เจอกัน
แต่คุณกลับไม่เหมือนเดิม เพราะคนอื่นที่ไม่ได้แบ่งปันความสุขให้กับคุณเลย
แม้แต่น้อย !!!


จนถึงวัน ที่คุณเอ่ยปากถามเค้าเอง
เพราะคุณไม่หลงเหลือคำว่า "แคร์" ในจิตใจของคนๆ นั้นแล้ว

คำตอบที่คุณได้จากปากเค้า ก็คือ "ใช่ เราเคยโดนจับเข้าคุก
แต่ตอนนี้เราสำนึกผิดแล้ว เราจะไม่ทำแบบนั้นอีก เธอเชื่อใจเรามั้ย"



เธอ .. จะเชื่อใจเรามั้ย
แล้ว ฉัน จะเชื่อใจเธอได้หรือเปล่า ??


.... ไม่มีใครอยากยึดติดกับอดีตที่เลวร้าย ทั้งฉันและเธอ
ปัจจุบัน ที่ฉันอยากทำทุกอย่างให้ดี เราออกจากคุกมาแล้ว
เราจะไม่กลับไปติดอยู่ในนั้นอีกตลอดกาลใช่มั้ย ...
ช่วยตอบชั้นที



#########

1月20日

STATUS

 
 
มีความสุขกับชีวิต โสด
ขอบคุณเธอที่ "เข้าใจ" และให้ "อิสระ"
 
 
เวลาจะทำให้ฉันลืมเรื่องเลวร้าย
และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
 
อยู่คนเดียวบ้าง
รักตัวเองบ้างก็ดี
ถึงแม้บางทีจะเหงา
แต่ไม่เป็นไร ..
รอได้
1月17日

ทัวร์พุงกาง @Giants Yakiniku

 
แอ๊ะ space ร้างซะแล้ว
หายไปนาน เพราะว่างานยุ่งมาก
แต่ชีวิตก็มีความสุขแฮปปี้ไปวันๆ
 
ขอบคุณที่ให้อิสระ ^^
 
 
 
ส่วนใหญ่จะไปอัพเดทข้อมูลใน hi5 มากก่า
ในนี้เลยไม่มีอะไรเลย แย่จัง ฮ่าๆ
แต่วันนี้มีโอกาสมาอัพ เพราะรุ้ว่าใครบางคนกำลังรอดูนี่อยู่ใช่ม้า
 
TRIP พุงแตก @Giants Yakiniku Restaurant!!
 
หลังจากที่นัดกันมานานจะเป็นเดือนได้ ในที่สุดคุณหนูดาวก็เคลียร์คิวรัดติ้ว
ไป dinner กะพี่ชายตัวโตหน้าตาจิ้มลิ้ม "พี่หมู" ได้ซะที เย้
 
วันพุธที่ 14 เรามีนัดกะพี่ชายไปกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง ที่โหยหามาตั้งแต่เหล่ในเว็บไซต์
มาครึ่งค่อนเดือน เลยตกลงกันว่าจะต้องไปเพิ่มน้ำหนัก รับลมหนาวกันเล็กน้อย
เลยนัดกันที่พารากอน ตอนเลิกเรียน inlingua เสด ก็ขับรถไปตามทางถนนเพชรบุรี
แล้วไปเลี้ยวเข้าซอยพร้อมพงศ์ ไปแปบนึงก็เห็นตึกซิตี้ รีย์สอร์ทที่ตั้งอยู่ตรงแยกพอดี
วนๆ หาที่จอดรถ ก้าวเท้าลงมาปุ๊บ กลิ่นเนื้อย่างเตะจมูกสุดๆ ตอนนั้นก็จะ 1 ทุ่มละ
ลืมบอกว่าร้านนี้เทพมาก ต้องโทรจอง ไม่งั้นอดกิน เพราะว่าพอขึ้นไปถึงชั้น 3
เดินตามกลิ่นมา ก็เจอร้านสว่างๆ ที่คนเยอะมากกก
 
ไม่รอช้า เข้าไปเอาโต๊ะ แล้วก็นั่งลง สั่งๆๆ (ลืมถ่ายรูปเมนูมาฝาก แหง่ว)
เนื้อลายมัน เนื้อติดมัน เนื้อสัน หมู ปลาหมึก เห็ดเออรินจิ ข้าวกระเทียม
กิมจิ ผักผัดน้ำมันงา มิโสะซุป และน้ำเปล่า
.. นี่คือรายการที่สั่งมากิน ซึ่งจำนวนขอไม่ระบุ เพราะกลัวจะตกใจ
จริงๆ แล้วในเมนูมี ไก่ กุ้งแม่น้ำตัวโต ที่ไม่ได้สั่งมา น้ำดื่มมีน้ำอัดลม
น้ำชาบาร์เล่ย์ ขนมหวานก็มี แต่ไม่ได้สั่งมา ไว้รอบหน้า หุหุ
 
นั่งคุยกันได้สักพัก อาหารก็มา อู้หูว น่ากินมากๆ เราก็ลงมือทำน้ำจิ้ม
ขอที่คีบมา เพื่อความสะใจและว่องไว คีบเนื้อลงไปวาง ไม่ทันไรก็สุก
เพราะถ่านแรงมาก แรงตั้งแต่เริ่มกินยันกินอิ่มแล้วมันก็ยังแรงอยู่
กินจนขาไปหุ่นเพรียว ขากลับเหมือนได้ลูกแฝด แม่เจ้า อิ่มสุด
 
บุฟเฟ่ต์ ราคาสุทธิ 450 บาท น้องดาวคอนเฟิร์มว่าอร่อย คุ้ม และเลิศสมราคาคะ !!
 
ปล. เจ๊ อย่าน้อยใจ กุพาไปแน่นอน แต่ขอสลายของเก่าออกก่อน เยอะเกิ๊น
1月1日

HAPPIZ NEW LIFE!!

 
สวัสดีปีใหม่คะทุกคน ฮ่าๆ
ต้องร่าเริง บ้าและรั่ว ต้อนรับปีใหม่ซะหน่อย
ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ที่ชีวิตน้องดาวจะได้สดใสคัลเลอร์ฟูลเป็นสีรุ้งกะเค้าซะที
หลังจากที่ซวยๆๆ มาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะปลายปีนี่ ซวยแบบแม่เจ้า
วันนี้เริ่มต้นปีใหม่ ขอให้อะไรใหม่ๆ ดีๆ เก๋ๆ จงเข้ามาเยอะๆ ซ๊าธุ
 
เนื่องด้วยวันปีใหม่ ครอบครัวเค้าก็เลยพากันรวมญาติ ขับรถไป ตจว.
พาคุณยายไปเปลี่ยนบรรยากาศกินข้าว เลยไป อ. สามพราน
ร้านอาหารคนอย่างแน่น ก็กินๆ กันไปเสร็จ ไม่มีอะไร พอตกบ่าย 3
ด้วยความที่โสด และหยิ่ง ปฏิเสธชาวบ้านเค้าไปหมดว่าจะไม่ว่างนะ วันที่ 1
ไม่ว่าง ไม่ไปไหน อยู่กะที่บ้าน .. บทจะหาคนไปจริงๆ ก๊ะเลยไม่เม
เลยจิกยัยพี่สาวจอมแอ๊บแบ๊วให้ไปเดินด้วยกันซะเลย แฮ่ๆ
 
เงินเพิ่งได้มา ก็เลยเดินดูมันทุกซอกทุกมุมทุกร้าน แบบไม่แคร์สื่อ
จากที่ปกติจะเดินตัวลีบๆ ไม่ค่อยกล้าเข้า เพราะไม่มีปันยาซื้อ
แต่วันนี้น้องดาวจัดว่าล่ำซำ (ได้แค่ไม่เกินอาทิตย์นี้แน่ท่าทาง)
เลยแว่บๆๆ แต่ยังถือว่าเทพเจ้าแห่งการออมเงินยังสถิต
ก็เลยได้เสีย ซื้อรองเท้ามาคู่เดียว กะชุดชั้นใน อุอุ เกบไว้ไปถล่มที่เจเจดีก่า งิ
 
แต่ด้วยความที่คึกมาก ก็เลยตกลงกะเดียร์ว่าจะถ่ายรูปติ๊กเกอร์กัน
ตอนแรกกะถ่ายแค่เซตเดียว ปากดว่าถูกใจมาก ก็เลยถ่ายกันถึง 2 รอบ
แถมลงทุนไปเอาชุดที่เค้ามีให้เปลี่ยน เป็นชุดนักเรียนญี่ปุ่นมาใส่
แบ๊วได้อีกค้าบ หมดไป 170 บาท สนุกสุดๆ
 
เสดแว้วก็นัดแม่มานั่งกินข้าวที่บ้านหญิง สั่งทุกอย่างที่อยากจะกินมาวาง
นานๆ ทีจะได้หม่ำของอร่อยๆ เสดแว้วก็พาแม่ชอปปิ้งแปบนุง แล้วก็กลับบ้าน
เตรียมตัวแพคกระเป๋าไปทะเล เย้ๆ
 
 
ขอบคุณ 30 ข้อความที่ส่งมาให้ ดีใจมากๆ เลย เพื่อนบางคนที่แทบจะไม่ได้คุยด้วยซ้ำ
ยังมีน้ำใจส่งมาให้ อยากจะร้องง่ะ ส่วนไอคนที่สนิทแล้วไม่ส่งมา เราไม่เคืองนะ แต่จะจำไว้ ฮึ่ม
 
ขอบคุณคนที่อยู่กะเค้าจนถึงเวลาเที่ยงคืนนะ 55+
U GIVE ME SPECIAL PERSON FOR FIRST DAY OF THIS YEAR
THANK YOU KA ^^
 
LET GO TO THE SEA 5555+
เตรียมพบกับการถ่ายรูปอย่างบ้าคลั่งเซตใหม่ของน้องดาวได้เร็วๆ นี้คะ
12月31日

myCOUNTDOWN

 

5
4
3
2
1


HAPPY NEW YEAR นะ



อายุก็ปาไป 21 ตั้งแต่เริ่มพกโทรศัพท์มือถือแบบจริงๆจังๆ
เริ่มเล่น msn การเคาท์ดาวน์ ก็เข้ามาคุกคามในชีวิตฉันทุกปีแบบไม่อาจหลีกหนีพ้น

ด้วยความที่เจ้าเทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวก
เปิดช่องทางให้คนรอบข้างที่ไม่ลืมเรา ต่างต้องการที่จะกล่าวคำอวยพร
ว่า แฮปปี้นิวเยียร์, สุขสันต์วันปีใหม่ , สวัสดีปีใหม่ บลาๆ ใส่เราเมื่อเวลา 00.00
ของสิ้นสุด 31 ธันวา และเริ่มเข้าปีใหม่วันใหม่ 1 มกรา
โดยที่คนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ดื่มด่ำ ลึกซึ้งไปกับคำอวยพรเหล่านั้นด้วยซ้ำ
แต่อาจจะพูด หรือส่งข้อความให้แก่อีกฝ่ายเพราะสาเหตุดังต่อไปนี้

1. มันเป็นธรรมเนียม เพราะถือเป็นวันสำคัญ ก็เลยทำตามน้ำ
2. กลัวคนสำคัญหาว่าไม่สนใจ หากไม่ยอมส่งข้อความ หรือโทรไปตอน 00.00
ก็เลยต้องพูดให้เค้าสบายใจว่าไม่ได้ลืมนะจ้ะ
3. เหงามาก อยากให้คนอื่นจดจำได้ว่าไอนี่มันโทรมาน้ะ หรือ มันส่งข้อความมานะ
มีตัวตนในสังคมบ้างว่างั้นเหอะ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาของฉัน ก็เหมือนตกอยู่ในวังน้ำวน
1 อาทิตย์ก่อนวันปีใหม่

"ดาว ปีใหม่ไปเที่ยวไหนครับ" "ไปเคาท์ดาวที่ไหนหรอ ไปด้วยกันมั้ย"
"อยู่บ้านไม่เบื่อ ไม่เหงาหรอ" "แล้วแฟนไม่พาไปไหนหรอ"
"ไม่มีแฟน ไม่เชื่อหรอก" ฯลฯ

คำถามเดิมๆ วนไปวนมา 1 คน 1 ชุดคำถาม
10 คน 10 ชุดคำถาม
บางทีก็ ... เบื่อ ...

ขนาดตั้งชื่อขึ้นหัวเอ็มว่า "ปีใหม่ไม่ไปไหนอยู่บ้าน ไม่เหงา ไม่เบื่อ ไม่ต้องถาม"
ก็ยังมีคนมาพยายามที่จะถาม

ความรู้สึกแรก ต้องดีใจ ที่มึคนให้ความสำคัญกับเรา อยากชวนเราไปไหน
หรือก็เป็นน้ำใจ ที่เค้ามาถามอย่างเป็นมารยาท
หรืออาจจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นส่วนบุคคล อันนี้ไม่ทราบ

แต่ไม่เข้าใจว่าวันปีใหม่ ทำไมทุกคนจะต้องให้ความสำคัญกับมัน แบบแฟชั่น
กันมากจนเกินไป

กระหน่ำส่ง sms กันจนระบบเครือข่ายโทรศัพท์ล่มกระจุยกระจาย
โทรมาสายซ้อนกันเข้าไป ให้มันรำคาญเล่น ตื๊ด ตื๊ด

เคยนึกถึงอีกมุมหนึ่งบ้างมั้ย
ลูกน้อยที่อยู่ห่างไกล อาจจะต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ
อยากจะโทรมาแฮปปี้นิวเยียร์พ่อแม่ที่บ้าน
แต่โทรไม่ติด เครือข่ายล่ม เพราะคนอื่นที่มัวแต่ทำตามกระแส ปิดโอกาสคนที่เค้าอยากทำด้วยใจ

ไม่ได้ต้องการจู่โจมคนที่เค้าต้องการแสดงความยินดีกับปีใหม่
หรือคนขี้เหงา อยากมีตัวตน ใดๆ ก็ตาม
อาจสวนกระแส คิดนอกคอก ออกนอกระบบอะไรก็แล้วแต่
ถ้าคืนนี้เราไม่โทรหาใคร หรือ sms หาใคร ไม่ต้องตกใจ




เราลืม.


ปล. สุดท้ายที่เขียนมาทั้งหมด คือข้ออ้าง ประหยัดค่าโทรศัพท์ ไม่ต้องซีเรียส
HAPPY NEW YEAR 2009 ล่วงหน้าทุกคนคะ

#############

Sakura house ชื่อนี้มีแต่อิ่มแทบอ้วก

 
อะไรกัน เข้าวันที่ 31 แล้วหรอ -*- จาอัพให้มันเป็นวันที่ 30 ง่ะ แง้ๆ
 
 
 
หลังจากที่เว้นวรรคทางการกินอาหารญี่ปุ่นมาได้ไม่นาน
พอถูกคุณโพล่ายั่วยวน น้องดาวก็เกิดอาการปอบหยิบ ห่าลง อยากจะไปแด๊ก
นอนตัดสินใจอยู่ทั้งคืนว่าจะไปไหนดี
ระหว่างทำบุญล้างซวย+ดูหนังที่สยาม / ไปหาเพื่อนที่ ม. รังสิต
หรือจะไปแด๊กอาหารญี่ปุ่น กะเล่นwii ที่บ้านเพื่อน
 
สรุป ของกินชนะเลิศอีกตามเคย เยี่ยมจริงๆ
 
คราวนี้ก็เลยเดินทางไปแค่ 2 ต่อ เพราะขึ้นเรือด่วนเป็นแล้ว หุหุ
เลยนั่งรถไฟฟ้าไปลงสะพานตากสิน แล้วก็ยืนเอ๋ออยู่ซักพัก
ไม่รุว่าขึ้นตรงท่านี้ยังไง ก็เลยได้ขึ้นเรือธงเหลือง เป็น tourist boat
มีไกด์บรรยายตลอดทาง เลยรู้สึกเหมือนนั่งเรือท่องมหาสมุทร ไฮโซ สปีคอิงลิชกันเลยทีเดียว
แต่ด้วยความที่ต้องขับชะลอเพื่อชี้โบ๊ชี้เบ๊บอก นทท. + กลัวน้ำเน่ากระเฉาะซัดหนังหน้าผู้โดยสาร
ทำให้เรือลอยล่องไปแบบช้ามากกกกก กว่าจะไปถึงบ้านเจ๊ ก็หิวโซพร้อมที่จะแดกทุกสิ่ง
 
พอไปถึงร้าน วันนี้ลองขึ้นลิฟท์นรก แล้วแม่งก็เป็นเหมือนที่เคยฝันร้ายไว้จริงๆ
กดไม่ติด กดชั้นแล้วต้องกดปิดเอง แถมเหมือนลิฟทืไม่ได้ขึ้น พอถึงชั้น 4 แม่งกระตุก
เหมือนจะตก ใจกูหายวาบ (แต่ไม่แสดงอาการ เหมือนคนข้างๆ 555+)
 
ได้เมนู ก็ตะลุยสั่ง แต่กว่าจะได้สั่งนานไปนิดส์ เพราะมีคนมาเลี้ยงบริษัทมั้ง โต๊ะยาวเชีย
นั่งกันสูง บังหัวหงอกที่นั่งโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ยๆ แต่ไม่เปนไร รอได้คร่า
 
เจ๊สั่ง misonikomi - udon มา เป็นจานที่แพงสุดในร้าน (150บาท) ตอนแรกคิดว่าจะไม่ใหญ่มาก
ปรากฎพอมาเสิร์ฟ โอ้แม่เจ้า เหมือนกะละมัง ใหญ่มาก น้ำซุปอย่างหวาน เครื่องอย่างแน่น
กินกันได้ประมาณ 3 คน แต่นี่คนเดียวต้องจัดการ ฮ่าๆ คิดสภาพ โอ้ว
 
ส่วนเราสั่ง Curry - rice เพราะชอบ อร่อยดี กระหรี่ไม่แรงมาก แต่มัวแต่ถ่ายรูปเลยหายร้อน ฮ่าๆ
แล้วก็ลอง Moyashi-niku-itame เป็นผัดถั่วงอก+เห็ด+หมู แบบญี่ปุ่น หร่อยได้ใจคนกินผักมากคะ
แล้วก็สั่ง tori-karaage มากินเหมือนเดิม เพราะติดใจในความกรอบนอกนุ่มในที่ซู้ด
 
หลังจากแบกหนังท้องกลับไปเล่นเกม บอมเบอร์แมน และยิงผี จนแสบตา นอนอืด
เมื่อมีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 พี่เติม กะน้องเปเป้
ก็ได้เวลากินอีกแล้ว และก็นะ กลับไปสนองตัณหาที่ร้านเดิมอีก
 
รอบนี้ก็เลยสั่งรัวๆ เจ๊เลยสั่ง Shitake-ramen มาลอง ส่วนพี่เติมกินหมี่เย็น
แล้วก็มีของใหม่ คือ ทาโกยากิ ที่เหลือก็สั่งที่ชอบๆ เดิมๆ มาจก
สรุปแล้ว .. มื้อเยน 6 อย่าง 4 คน = 485 บาท
จะถูกไปไหนคะ -*-
 
และแล้วก็แยกย้าย ขอบคุณเจ๊อูอีกครั้ง ฮ่า
ก็เลยเดินเล่นทะลุตรอกข้าวสาร ไปยืนรับลม ชมแสงไฟถนนราชดำเนินกลาง
ขึ้นรถเมล์นรก มาลงสยาม แวะซื้อของเซอร์ไพรส์พี่สาว แล้วก็กลับบ้าน จบ..
 
ปล. ขออย่าได้ชวนกูกินอีกเลย อาหารญี่ปุ่น พักเถิด
12月28日

เธอรักฉันที่ตรงไหน?



คนบางคนชอบมองแต่นอกกาย ชื่นชมอะไรที่ดูว่าสวยงาม
จะมีใครรักจริงไม่เหยียดหยาม รักตัวตนจริงๆ ที่ฉันนั้นเป็นอยู่
ถ้าหากว่าเธอ จะรักกัน อย่าทำให้ฉันเสียใจอีก
เหมือนที่ผ่านมา ไม่อยากเจ็บซ้ำรอย

เธอรักที่ตรงไหน เธอรักที่ใจหรือนอกกาย
อยากจะรู้จริงๆ บอกฉันให้เข้าใจ
เธอรักที่ตรงไหน ที่เธอว่ารัก รักกันมากมาย
มันคือความรักแท้จากใจ ไม่ใช่ความหลงใหลหลอกลวง
ให้เพ้อไป ....

คนบางคนก็ดีแต่นอกกาย ลึกลงในใจไม่เป็นอย่างเห็นกัน
คนบางคนเข้ามาเพื่อหลอกฉัน ใช้ฉันเป็นสะพานให้เขาได้ข้ามไป

ถ้าหากว่าเทอร์จะรักกันอย่าทำให้ฉันเสียใจอีก
เหมือนที่ผ่านมาไม่อยากเจ็บซ้ำรอย

เจ็บกับรักปลอม ๆ เสียจนมันกลัวจะรักใคร บอกได้ไหมว่าเธอจริงใจ
รักฉัน ที่หัวใจ*

 

มันโดนครับพี่น้อง เพลงนี้


12月20日

รักที่แท้

 
 
การที่เราจะรักใครซักคน
เราควรจะรักเค้าในสิ่งที่เค้าเป็น
ไม่ใช่หรือ??
 
ไม่ใช่รัก แล้วพยายามเปลี่ยนตัวตนที่เค้าเป็น ให้เป็นอย่างที่ชอบ
นั่นไม่ใช่ความรักแล้ว
แต่นั่นมันคือ ความเห็นแก่ตัว
 
 
12月19日

เป็ดน้อยซัดแหลก ณ sakurahouse

 
 
วันนี้มีนัดกะเพื่อนซี้ต่างวัย(ชรา) เจ๊อู ไปกิน SAKURA HOUSE กันอีกแว้ว เย้ๆ
จากที่เมื่อวันอาทิตย์มาหม่ำแล้วเกิดอาการติดใจมากๆ ในราคา และคุณภาพ
วันนี้น้องดาวก็เลยลงทุนสุดๆ ที่จะทรมานตัวเอง นั่งรถ 5 ต่อ!! เพื่อมาแด๊กโดยเฉพาะ อิอิ
เพราะกว่าจะมาถึงได้ ต้องเรียก taxi มาต่อไฟฟ้า มุดลงดิน ไปขึ้น 25 ตรงหัวลำโพงไปลงท่าช้าง
แล้วกะจาต่อ 53 แม่งก็ดันขับเลยผ่าน ไอ้เราก็ขาสั้นวิ่งไม่ทัน มันไปซะแว้ว 3 คัน จะบ้าตาย
ก็เลยนั่งตุ๊กๆ ไปถึงบ้านเจ๊ ก่อนกินก็ต้องทำให้หิวมากๆ ด้วยการเล่น wii cheer
เกมนรกแตก เล่นไม่ชนะซะที แสดงว่าเต้นปอมปอมไม่ได้ ดูดีไป ต้องเต้นท่าไม่มีกระดูก ถนัดสุด ฮ่า
 
เหงื่อแตกซิก ท้องร้อง ก้ได้ฤกษ์เดินย้อนไป ณ ซอยรามบุตรีเหนือ
ไปยังซอกหลืบของตึกแห่งหนึ่ง ซึ่งเดินเข้าไปจะนึกว่าเข้าโรงแรมร้าง เจอลิฟท์เก่าๆ หลอนๆ
ไม่กล้าขึ้น ก็เลยเดินตีนขึ้นบันได ไปเจอคลีนิกเวชกรรม ต๊กใจนึกว่ามาผิดที่
ปากดเดินขึ้นไปอีก 4 ชั้น สภาพเหมือนผ่านบ้านผีสิงมา ก็เจอกะร้านซากุระที่รักแล้น
 
กลางวันคนมานั่งกินเกือบเต็ม เลยอดนั่งเบาะญี่ปุ่น แต่ไม่เป็นไร โต๊ะไหนก็อิ่มเหมือนกัน
ได้เมนูมา ก็ไม่รอช้า สั่งอาหารรัวๆ ได้แก่ เทนดง (ข้าวหน้าเทมปุระ) ไก่คาราเกะ
ของเจ๊กินอะไรว้ะ จำชื่อญี่ปุ่นไม่ได้ ข้าวหน้าไข่ กะ เต้าหู้ญี่ปุ่นทรงเครื่อง
7up 3 ขวด ระหว่างรอก็แอบถ่ายรูปมาเยอะแยะ ไม่ทันไรอาหารก็มา
 
ตระกานตามาก โดยเฉพาะกลิ่นไก่คาราเกะ เตะจมูกจนดั้งแหนบไปเลยทีเดียว
เราก็เลยทรมานตัวเองกันด้วยการรอให้มาครบก่อน แล้วค่อยกิน เพราะจะถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆ
แต่แบบโอ้โหย อดใจไม่ได ก็เลยซัดๆๆ ซะ ไม่รู้จะบรรยายยังไงดี
 
สรุปแล้วมื้อนี้ 2 คน อิ่มแบบท้องโย้ อึดอัดพุง 4 อย่าง ทั้งหมด 315 บาท ราคาอยู่ที่จานละ 50 - 80
แต่แบบว่า อิ่มโคด เยอะโคด กินไม่หมด เหลือข้าวกันบาน พยายามจะมายัดไก่ให้หมด เพราะเยอะมาก
เท่ากะฮะจิบัง 2 ชุด แถมอร่อยกว่าอีกด้วย โอ้พระเจ้า
 
 
หลังจากนั้นก็กลับมารัวๆ เกมบอมเบอร์แมน แหกปากกันจนคอแห้ง พอเยนๆ ก็ไปนั่งต่อที่ร้าน
take a seat (หรือ sit วะ) อาหารหร่อยเช่นกัน อิ่มได้อีก
 
ได้เวลากลับบ้าน ก็เดินไปขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยา ครั้งแรกในชีวิต 14 บาท ถึงรถไฟฟ้าสะพานตากสินเลยง่ะ
ไว้วันหลังจะมากินอีกน้ะ ฮ่าๆ
 
ENJOY EATING !! 
11月22日

Stand by me


"กูอยู่คนเดียวไม่ได้หวะ"

ฉันตอบคำถามเพื่อนรักที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะหาทางออกให้แก่ฉัน
ทางออกจากความทุกข์กับเรื่องไร้สาระที่ฉันจมอยูกับมันมาได้เป็นเดือนๆ

"ทำไมมึงไม่หัดอยู่คนเดียวบ้าง"
เพื่อนฉันยิงคำถามเดิมใส่มาอีกเป็นครั้งที่ร้อยได้
นับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันที่ฉันเดินร้องไห้กลับมาหามัน พร้อมกับเรื่องเดิมๆ
มันก็ถามคำถามนี้ตลอด ส่วนฉันก็ได้แต่ตอบว่า

"กูเหงา กูรู้สึกแย่เวลาไปในที่ๆ ไม่รู้จักใคร
กูไม่ชอบเดินคนเดียว กินข้าวคนเดียว
เวลากูไปไหน กูต้องขอให้ที่ๆ ไปนั้นมีคนที่กูรู้จักก็ยังดี
อย่างน้อยก็มีแค่คนที่กูจะไปพูดคุยเพื่อให้ตัวเองสบายใจว่า
ณ ที่นั้นกูไม่ได้อยู่คนเดียว"


... หลายปีผ่านไป กับปัญหาเดิมๆ อีกครั้ง แต่มันมีบางอย่างที่เปลี่ยน
กาลเวลา กับประสบการณ์ ทำให้ตัวฉัน และเพื่อนฉันโตขึ้น

"ถ้าชีวิตนี้มึงล้ม แล้วมึงต้องรอให้คนมาฉุดมึงลุก เมื่อไหร่มึงจะยืนด้วยตัวเองได้"

เป็นประโยคที่ทำให้คนขี้เหงาอย่างฉันตาสว่าง
แล้วลองมองย้อนไปในอดีต ทุกครั้งที่ผ่านมา ลุกขึ้นได้เพราะใครต่อใคร
แต่สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ทำให้ฉันล้มกลับไปเหมือนเดิม

แต่ถ้ากูลุกด้วยตัวเอง .. ลุกด้วยความพยายามของตัวเอง มันยาก มันเหนื่อย
กูอาจจะเจ็บปวด แต่ถ้ากูลุกได้ .. วันข้างหน้าถ้ากูล้ม กูก็ไม่ต้องเสียใจ
เพราะสุดท้ายกูก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้ด้วยตัวเอง


กูปาดน้ำตาหยดสุดท้าย ของคนอ่อนแอ ขี้แพ้ ทิ้งไป
แล้วเปลี่ยนมุมมองความคิดของตัวเองใหม่
ถ่ายเทความทุกข์ออกจากอก ลุกขึ้นยืนด้วยความเหนื่อยล้า แต่มีกำลังใจ
นี่ไง กูลองลุกแล้ว .. มันก็ลุกได้เอง ไม่เห็นต้องให้ใครช่วยเลย


แล้วคุณล่ะ ลองลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองซักครั้งหรือยัง?
11月16日

ร.ฟ.ท.

 

ร.ฟ.ท.


9.30น. ณ ชานชาลาเล็กๆ ในอำเภอแห่งหนึ่ง
ฉันนั่งกระสับกระส่าย ได้แต่ทอดสายตามองไปยังรางรถไฟที่ทอดยาว
ยาวไปจนสุดขอบฟ้า ที่มีแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องอ่อนๆ สะท้อนเข้ามาในดวงตาฉัน

หลายคนคงจะสงสัย ในการหายไป
จริงๆ แล้ว ฉันแค่ต้องการหลีกหนีไปให้ไกลเทคโนโลยี
สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้ชีวิตสะดวก รวดเร็ว และง่ายขึ้น
แต่ก็เป็นเครื่องมือทำลายความอบอุ่น ความสงบ และสุขุมของคน
เพราะเราไม่สามารถจะสัมผัส และมองเห็นความรู้สึกของอีกฝ่ายได้
เราเพียงได้แค่สัมผัสเสียงที่ผ่านมาตามสาย หรือเห็นแค่ตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอ
โดยไม่สามารถมองเห็น "ความรู้สึกจริงๆ" ในแววตาของใครได้เลย

ฉันเลือกเดินทางด้วยรถไฟเก่าๆ ที่ใครบางคนอาจมองข้าม เพราะเห็นมันเป็นเพียงแค่
เศษเหล็กเก่าๆ .. เพราะทุกวันนี้การคมนาคมก้าวไกล มีทั้งรถตู้ รถทัวร์ แอร์เย็นๆ
ไม่กี่อึดใจก็ไปถึงที่หมาย แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั่งเงียบๆ อยู่ในที่แคบๆ ไม่ได้พบปะ
ผู้คนแปลกหน้ามากมายเท่าไหร่ .. แต่รถไฟชั้น 3 ที่ทั้งเก่า ช้า แต่ใครจะรู้บ้างว่า
มันทำให้การเดินทางครั้งนี้ของฉันน่าจดจำมากกว่าครั้งไหนๆ

"ปู๊น ปู๊น" เสียงหวูดรถไฟดังมาแต่ไกล และปรากฎโฉมให้เห็นถึงความขลัง
รถไฟหยุดจอดเทียบชานชาลา ด้วยความเร็วของการเบรค ทำให้ฝุ่นตลบฟุ้งไปทั่ว
ฉันรีบคว้ากระเป๋าและกระโจนขึ้นรถไฟ เพราะไม่มีคำว่ารอ สำหรับ ร.ฟ.ท.
ไม่มีสัญญาณปิดประตูเหมือนรถไฟฟ้า หรือไม่มีจอดรอผู้โดยสารที่ป้ายเหมือนรถเมล์

ฉันเดินหาที่นั่งจากโบกี้ท้ายขบวนย้อนไปทางหัวขบวนเรื่อยๆ อย่างทุลักทุเลโยกเยกไปมา
เพราะรถไฟเริ่มวิ่งด้วยความเร็วสูงอีกครั้ง .. มีป้ายเขียนไว้ รัฐบาลช่วยคนไทย ใช้รถไฟฟรี
และเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้มีผู้ร่วมเดินทางเยอะมากกว่าวันธรรมดา

ฉันตัดสินใจหยุดเดิน และขอนั่งร่วมกับครอบครัวหนึ่ง และเริ่มสำรวจรอบข้าง
มีคนมากมายหลายรูปแบบ ทั้งชีพราหมณ์ ชาวต่างชาติ คนยากจน คนแก่
เด็กชายตัวน้อย วัยรุ่น .. ทุกคนไม่มีใครรู้จักกัน มาจากต่างที่ต่างถิ่น ขึ้นมาจาก
คนละสถานี แต่สิ่งที่พวกเค้ามีเหมือนกัน คือความมีน้ำใจ ที่แบ่งที่นั่งให้แก่กัน
และจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การเดินทางที่เต็มไปด้วยความสุข เพื่อไปยังที่ๆ
พวกเขาตั้งใจ

ฉันเริ่มหยืบสมุดบันทึกขึ้นมา ปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงรถไฟที่วิ่งไป ลมเย็นๆ
ที่พัดให้ผมปลิวมาปิดหน้าปิดตา กลิ่นหญ้าสดๆ สลับกับกลิ่นควันไฟจากข้างทาง
เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฉันคิดอะไรเพลินๆ ได้เยอะ .. ฉันเริ่มสะสางงานที่ค้างคาจากในชั้นเรียน
ความเป็นจริงที่หลีกหนีไม่พ้น คือ งานการที่ต้องรับผิดชอบ ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ
แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ด้วยบรรยากาศแบบนี้ ไม่ว่างานจะยากแค่ไหน ฉันก็มีแรงที่จะทำ
 
สถานี สะพานแควใหญ่ ในที่สุดก็ถึงที่หมาย ฉันลงจากรถไฟ และยืนมองมันออกตัวจากสถานีไปอย่างช้าๆ
เพื่อข้าม "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" ไปยังน้ำตกไทรโยคน้อยที่ต้องเดินทางไปอีกหลายชั่วโมง
ถึงจะเป็นการเดินทางเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่มันก็เป็นยาดี ที่รักษาแผลใจของฉันให้หายดี
 
ก่อนที่จะกลับมา และวนกลับไปสู่ความทุกข์อีกครั้ง
 
. . . .
 
 
11月5日

ร.ร.ล.

 
 
รัก
 
ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
อย่างมีเหตุผล และยากที่จะต้านทาน
เพียงแค่ต้องการเห็นเค้ามีความสุข
 
รอ
 
ถึงแม้วันนี้ไม่มีเรา
แต่ฉันเชื่อว่าซักวันมันต้องมาถึง
 
เลิก
 
สุดท้ายอาจต้องจบด้วยการลาจาก
แต่ความทรงจำต่างๆ มันก็มีค่าพอ
ที่จะทำให้เรายิ้มได้ ในวันที่นึกถึง
 
 
 
ต้องรัก ต้องรอ ต้องเลิก ..
ถึงชีวิตฉันจะหนีวงจรนี้ไม่พ้น
แต่ก็ไม่เคยโทษโชคชะตา
เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำให้ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ
และเข้มแข็งได้ ในวันนี้ ..